นี่คือเรื่องราวของ “แบล็กดาห์เลีย” (The Black Dahlia) หรือ เอลิซาเบธ ชอร์ท คดีฆาตกรรมที่โหดเหี้ยมที่สุดในประวัติศาสตร์อาชญากรรมของสหรัฐอเมริกา ที่เกิดขึ้นในลอสแอนเจลิสเมื่อปี 1947 จนถึงวันนี้ คดีนี้ยังคงเป็นปริศนาที่สร้างความตื่นตะลึงและทิ้งร่องรอยความมืดมิดไว้ภายใต้แสงสีอันหรูหราของฮอลลีวูด
🥀 เอลิซาเบธ ชอร์ท: เหยื่อภายใต้การสร้างภาพของสื่อ
เอลิซาเบธ ชอร์ท ถูกสื่อมวลชนพรรณนาว่าเป็น “ผู้ใฝ่ฝันเป็นดารา” ที่มาตามหาความฝันในฮอลลีวูด แต่ในความเป็นจริงแล้ว:
- เธอไม่มีเครดิตงานแสดง หรืออาชีพที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์เลย
- นักวิเคราะห์เชื่อว่าด้วยสำเนียงบอสตันที่หนักหน่วง เธอจึงแทบไม่มีโอกาสประสบความสำเร็จในยุคนั้น
- ฉายา “แบล็กดาห์เลีย” (Black Dahlia) ถูกสื่อตั้งให้ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากชุดสูทสีดำที่เธอสวม และชื่อภาพยนตร์ดัง The Blue Dahlia
สื่อไม่ได้เพียงแค่รายงานข่าว แต่ยังสร้างวาทกรรมที่ตัดสินเธอ โดยเรียกเธอว่า “adventuress” และฆาตกรรมนี้ว่าเป็นการกระทำของ “sex fiend” ซึ่งเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจจากความโหดร้ายของฆาตกรไปสู่ “ความผิด” ของเหยื่อ
🔪 นิติวิทยาศาสตร์ที่น่าสะพรึงกลัว: ลายเซ็นฆาตกรผู้เชี่ยวชาญ
เช้าวันที่ 15 มกราคม 1947 ศพของชอร์ทถูกค้นพบในย่านเลมเมิร์ต พาร์ค สภาพศพนั้นสะท้อนถึงความสามารถเฉพาะตัวและความซาดิสม์ของฆาตกร
จุดสังเกตของคดีนี้ที่ทำให้ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าฆาตกรมีความรู้ทางการแพทย์:
- การชำแหละอย่างแม่นยำ (Surgical Precision): ศพถูกผ่าแยกออกเป็นสองส่วนอย่างสะอาดบริเวณช่วงเอว หรือที่เรียกว่า “Hemi-section” การกระทำนี้แสดงให้เห็นถึง “ความแม่นยำในเชิงศัลยกรรม”
- รอยยิ้มกลาสโกว์ (Glasgow Smile): ใบหน้าถูกกรีดจากมุมปากไปถึงหูทั้งสองข้าง ซึ่งเป็นการทำลายเพื่อลดทอนความเป็นมนุษย์
- ศพที่ถูกจัดวาง (Posed Body): ศพถูกจัดวางอย่างจงใจ แขนขาอยู่ในมุมฉาก และลำไส้ถูกจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบใต้ก้น ซึ่งบ่งชี้ถึงการแสดงออกทางจิตวิทยาที่รุนแรงของฆาตกร
- หลักฐานที่หายไป: ณ จุดที่พบศพ ไม่มีร่องรอยเลือดอยู่เลยแม้แต่หยดเดียว สิ่งนี้พิสูจน์ว่า: การฆาตกรรมเกิดขึ้นที่อื่น และฆาตกรได้ระบายเลือดออกจนหมด (drained of blood) และทำความสะอาดศพก่อนนำมาทิ้ง เพื่อทำลายหลักฐานทางชีวภาพ
🕵️♂️ ใครคือผู้ต้องสงสัยที่หนักที่สุด?
การสืบสวนคดีนี้เต็มไปด้วยความสับสนและการสารภาพเท็จกว่า 60 ครั้ง แต่ผู้ต้องสงสัยคนหนึ่งที่โดดเด่นและมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือที่สุด คือ ดร. จอร์จ โฮเดล (Dr. George Hodel) แพทย์ผู้ทรงอิทธิพลในลอสแอนเจลิส
| ผู้ต้องสงสัย | หลักฐานสำคัญที่เชื่อมโยง | ข้อสังเกต |
| ดร. จอร์จ โฮเดล | ความรู้ทางการแพทย์ ที่สอดคล้องกับรูปแบบการชำแหละศพ , ลายมือ ตรงกับจดหมายเยาะเย้ยที่ฆาตกรส่งถึงสื่อ , และที่สำคัญคือ เทปดักฟังปี 1950 | ลูกชายของเขา (อดีตนักสืบ LAPD) เป็นผู้เปิดเผยหลักฐานนี้ |
| โรเบิร์ต “เรด” แมนลีย์ | พนักงานขายที่อยู่กับเอลิซาเบธเป็นคนสุดท้าย ก่อนที่เธอจะหายตัวไปอย่างถาวร | ผ่านการทดสอบเครื่องจับเท็จ (Polygraph test) และการสอบปากคำด้วย Sodium Pentothal (สารกระตุ้นการพูดความจริง) |
| เลสลี่ ดิลลอน | พนักงานยกกระเป๋าและอดีตผู้ช่วยสัปเหร่อ ที่ถูกตำรวจล่อลวงมาสอบสวนอย่างผิดกฎหมาย | การสืบสวนกรณีของเขาถูกยกเลิกอย่างน่าสงสัย ท่ามกลางข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตของ LAPD ในยุคนั้น |
บันทึกเสียงที่เปิดเผยความจริง:
ในปี 2003 บันทึกการดักฟังจากปี 1950 ซึ่งถูกเก็บเป็นความลับนานถึง 54 ปี ได้ถูกเปิดเผย โดยในเทปนั้น ดร. จอร์จ โฮเดล พูดกับผู้มาเยือนคนหนึ่งว่า:
“สมมติว่าฉันฆ่าแบล็กดาห์เลีย พวกเขาก็พิสูจน์ไม่ได้แล้วตอนนี้”
แม้จะมีคำสารภาพเป็นนัยเหล่านี้ แต่ ดร. โฮเดล ก็ไม่เคยถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมชอร์ท ซึ่งนักวิเคราะห์เชื่อว่ามาจากอิทธิพลทางสังคมและเศรษฐกิจอันมหาศาลของเขาในยุคนั้น 7
🚨 ทำไมคดีนี้ถึงยังไม่คลี่คลาย?
คดีแบล็กดาห์เลียเป็นกรณีศึกษาที่สมบูรณ์แบบของการบรรจบกันของความชั่วร้ายส่วนบุคคลและความล้มเหลวของสถาบัน
- ความชาญฉลาดของฆาตกร: การทำความสะอาดศพและการทำลายหลักฐานทางชีวภาพอย่างเป็นระบบ ทำให้ตำรวจไม่สามารถระบุตัวฆาตกรได้ในยุคที่ยังไม่มีเทคโนโลยี DNA
- ความวุ่นวายและการทุจริตของ LAPD: การบริหารจัดการที่ผิดพลาดของกรมตำรวจลอสแอนเจลิส (LAPD) การเบี่ยงเบนทรัพยากรไปกับการสารภาพเท็จ และข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตภายในองค์กร ทำให้การสืบสวนล้มเหลว
- การเชื่อมโยงถึงคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง: รูปแบบความโหดร้ายของคดีนี้มีความคล้ายคลึงกับ Cleveland Torso Murders ในรัฐโอไฮโอ (1934–1938) ซึ่งทำให้เกิดการตั้งสมมติฐานว่าฆาตกรอาจเป็นคนเดียวกันที่เดินทางข้ามรัฐ หรือได้รับแรงบันดาลใจจากวิธีการที่น่าสะพรึงกลัวนั้น
🌟 มรดกที่ทิ้งไว้: ตำนานและอนาคตของ DNA
คดีแบล็กดาห์เลียได้กลายเป็นตำนานทางวัฒนธรรมและเป็นแรงบันดาลใจให้กับนวนิยายฟิล์มนัวร์ (Film Noir) และภาพยนตร์ชื่อดัง เช่น The Black Dahlia ปี 2006
ปัจจุบัน คดีนี้ถูกเปิดขึ้นใหม่และถูกสืบสวนในฐานะคดีเก่า ความหวังสุดท้ายในการมอบความยุติธรรมให้กับเอลิซาเบธ ชอร์ท อยู่ที่ เทคโนโลยี DNA หากหลักฐานที่ถูกเก็บไว้ (เช่น ลายมือหรือวัตถุที่ฆาตกรส่งมาให้ตำรวจ) สามารถสกัด DNA ที่ตรงกับฐานข้อมูลได้ ปริศนาที่ยาวนานกว่า 7 ทศวรรษนี้ก็อาจจะจบลงได้ในที่สุด


