จงระวัง… ยามคุณเดินกลับบ้านคนเดียวในยามค่ำคืนบนถนนที่เงียบสงัดในญี่ปุ่น
ในสายหมอกที่เริ่มโรยตัวลงมา หรือใต้แสงไฟถนนที่กะพริบไหว คุณอาจรู้สึกเหมือนมีคนเดินตาม… เสียงฝีเท้าเบาๆ แต่สม่ำเสมอ เมื่อคุณหันกลับไป คุณอาจพบเธอยืนอยู่ที่นั่น หญิงสาวรูปร่างปกติ สวมเสื้อโค้ทตัวยาว และสิ่งที่ปกติธรรมดาที่สุดในญี่ปุ่น… หน้ากากอนามัย
เธอจะยืนนิ่ง ขวางทางคุณ ก่อนจะเอ่ยคำถามด้วยเสียงที่ลอดผ่านผ้าปิดปากนั้นว่า:
“ฉันสวยไหม?” (私、きれい?)
ก่อนที่คุณจะตอบ… คุณควรรู้ว่าคุณกำลังคุยกับใคร
จุดเริ่มต้นแห่งความพยาบาท
ตำนานของเธอไม่ได้เริ่มต้นในยุค 70s แต่ย้อนกลับไปไกลถึงยุคเฮอัน หรือยุคเอโดะ ว่ากันว่าเธอคือภรรยา (หรือภรรยาน้อย) ของซามูไรผู้ทรงอิทธิพล เธอเป็นหญิงที่งดงามที่สุดในแผ่นดิน… และเธอก็รู้ตัวดี เธอหลงใหลในความงามของตน และบางที… อาจจะ “ไร้ความซื่อสัตย์”
เมื่อสามีซามูไรของเธอจับได้ว่าเธอนอกใจ (บ้างก็ว่าเป็นเพียงความหึงหวงของเขาเอง) ด้วยความโกรธแค้นและคลั่งจนเสียสติ เขาตัดสินใจว่าหากเขาไม่ได้ชื่นชมความงามนี้ ก็อย่าหวังว่าใครหน้าไหนจะได้ชื่นชมมันอีก
เขาใช้ดาบคาตานะของเขา… กรีดปากของเธอจนฉีกขาดจากหูข้างหนึ่งไปจรดหูอีกข้างหนึ่ง
ท่ามกลางเสียงกรีดร้องและเลือดที่สาดกระเซ็น เขาตะโกนใส่เธอเป็นครั้งสุดท้ายว่า:
“แล้วแบบนี้… ใครมันจะคิดว่าเธองดงามอีก!”
เธอเสียชีวิตจากการทนพิษบาดแผลไม่ไหว (บ้างก็ว่าฆ่าตัวตายตาม) แต่ด้วยความเจ็บปวด ความอัปยศ และแรงอาฆาตพยาบาทอันรุนแรง วิญญาณของเธอจึงไม่ไปผุดไปเกิด เธอได้กลับมาในฐานะ “อนเรียว” (Onryō)… วิญญาณพยาบาท
การกลับมาในยุคปัจจุบัน
ตำนานของเธอเงียบหายไปหลายร้อยปี ก่อนจะกลับมาสร้างความแตกตื่นครั้งใหญ่ในญี่ปุ่นช่วงปลายทศวรรษ 1970 โดยเฉพาะในแถบกิฟุ ความหวาดกลัวนี้ “มีอยู่จริง” ถึงขั้นที่โรงเรียนต้องจัดครูและผู้ปกครองเดินไปส่งเด็กๆ กลับบ้านเป็นกลุ่ม ตำรวจต้องเพิ่มการลาดตระเวนในยามค่ำคืนเพื่อตามหา “หญิงสาวในหน้ากาก” ผู้ถืออาวุธมีคม
เธอกลับมาในรูปลักษณ์ใหม่ สวมหน้ากากอนามัยเพื่อปกปิดบาดแผลอันน่าสยดสยอง และในมือของเธอ… มักจะถือ กรรไกรขนาดใหญ่ ที่ขึ้นสนิมและเปื้อนเลือด
เกมที่ไม่มีวันชนะ
หากคุณพบเธอ และเธอถามว่า “ฉันสวยไหม?”
ถ้าคุณตอบว่า “ไม่สวย”…
คุณได้ตัดสินชะตาชีวิตตัวเอง เธอจะใช้กรรไกรแทงหรือตัดคุณเป็นชิ้นๆ ทันที ณ ตรงนั้น โทษฐานที่กล้าดูหมิ่นเธอ
ถ้าคุณใจกล้าตอบว่า “สวย”…
นั่นคือจุดเริ่มต้นของความสยองขวัญที่แท้จริง…
เธอจะค่อยๆ… ดึงหน้ากากอนามัยออกจากใบหน้า เผยให้เห็นรอยยิ้มที่แท้จริงของเธอ… ปากที่ฉีกกว้างจนถึงใบหู เลือดและน้ำหนองยังคงไหลซึมออกมาไม่หยุด
แล้วเธอจะถามคุณอีกครั้ง ด้วยเสียงที่บิดเบี้ยวจากบาดแผลนั้น:
“แล้วแบบนี้ล่ะ?” (これでも?)
ถ้าคุณกรีดร้อง, ตอบว่า “ไม่สวย”, หรือพยายามวิ่งหนี…
เธอก็จะฆ่าคุณอย่างโหดเหี้ยมไม่ต่างกัน
และถ้าคุณ… รวบรวมสติทั้งหมดที่มี… แล้วยังตอบว่า “สวย”…
เธอจะแสยะยิ้มพอใจ… แล้วพูดว่า “ถ้าอย่างนั้น… เธอจะได้สวยเหมือนฉัน!”
เธอกระโจนเข้าใส่คุณ และใช้กรรไกรในมือ “กรีด” ปากของคุณให้ฉีกกว้าง… เหมือนกับเธอ
(บ้างก็ว่า หากตอบว่า “สวย” ทั้งสองครั้ง เธอจะตามคุณกลับไปถึงบ้าน และสังหารคุณอย่างโหดเหี้ยมที่หน้าประตูบ้านของคุณเอง… เพราะเธอเกลียดคนโกหก)
เสียงกระซิบแห่งทางรอด
ท่ามกลางความหวาดกลัว ก็ยังมีเสียงกระซิบถึงวิธีรอดอยู่บ้าง… แต่ใครล่ะจะกล้าลอง?
คำตอบที่กำกวม: เมื่อเธอถามครั้งแรก ให้ตอบว่า “ก็งั้นๆ” หรือ “ธรรมดา” (まあまあ – Maa maa) คำตอบที่ไม่ชัดเจนนี้จะทำให้เธอสับสน และเปิดโอกาสให้คุณวิ่งหนี
เบี่ยงเบนความสนใจ: ว่ากันว่าเธอชอบ “ลูกอมเบกโกะอาเมะ” (ลูกอมแข็ง) หากโยนให้เธอ เธอจะมัวก้มลงเก็บ (เพราะความอยากในสิ่งที่เธอไม่สามารถกินได้อีกแล้ว) นั่นคือจังหวะที่คุณต้องวิ่ง
โปะมะเดะ (Pomade): หากตะโกนคำว่า “โปะมะเดะ!” (น้ำมันแต่งผม) 3 ครั้ง เธอจะชะงักและหนีไป… บ้างก็ว่ากลิ่นของมัน ทำให้เธอนึกถึงซามูไรผู้ทำร้ายเธอ
…แต่ถ้าคืนนี้ คุณเดินไปในซอยเปลี่ยว… และเห็นผู้หญิงสวมหน้ากากยืนรออยู่ตรงหัวมุม…
คุณจะเลือกตอบเธอว่าอย่างไร?


