Top 5 This Week

Related Posts

สเลนเดอร์แมน: คุณเคยรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองจากเงามืดไหม? ถอดรหัสตำนานอินเทอร์เน็ตที่กลายเป็นฝันร้าย

จุดเริ่มต้น (ตำนานและโศกนาฏกรรม)

คุณเคยรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองจากเงามืดไหม? สำหรับคนยุคดิจิทัล ความรู้สึกนั้นมีชื่อ: “สเลนเดอร์แมน” (Slender Man)  เขาคือชายร่างสูงในชุดสูท ที่น่ากลัวที่สุดคือเขา “ไม่มีใบหน้า”    

เขาควรจะเป็นแค่เรื่องเล่าในอินเทอร์เน็ต แต่ในเช้าวันที่ 31 พฤษภาคม 2014 ตำนานนี้กลายเป็นเรื่องจริง  ที่เมือง Waukesha รัฐวิสคอนซิน เด็กหญิงวัย 12 ปี ชื่อ Payton Leutner ถูกพบข้างทางพร้อมบาดแผลถูกแทง 19 แผล    

ผู้ก่อเหตุคือเพื่อนสนิทของเธอเอง Anissa Weier และ Morgan Geyser  เหตุผลของพวกเธอ? พวกเธอทำเพื่อ “สังเวย” เพื่อนให้กับสเลนเดอร์แมน  นี่คือเรื่องราวว่า “มีม” (Meme)  ก้าวข้ามจากหน้าจอมาสู่โลกแห่งความจริงได้อย่างไร   

การกำเนิดของอสูรกาย (The Photoshop Contest)

สเลนเดอร์แมนไม่ได้เกิดจากตำนานโบราณ เขาเกิดจากการประกวด Photoshop ในฟอรัม “Something Awful” เมื่อปี 2009    

ผู้ใช้ชื่อ Eric Knudsen (หรือ “Victor Surge”)  ได้ตัดต่อภาพถ่ายธรรมดาๆ ให้มี “ร่างสูงไร้หน้า”  สวมสูทสีดำ ยืนปะปนอยู่กับเด็กๆ  เขาต้องการสร้างสิ่งที่น่ากลัวเพราะเรา “ไม่เข้าใจแรงจูงใจของมัน”  โดยได้แรงบันดาลใจจากเรื่องสยองขวัญอื่นๆ    

ความน่ากลัวของเขาคือการที่เขาปรากฏตัวใน “โลกธรรมดา”  ไม่ใช่ปราสาทผีสิง เขากลายเป็น “ตำนานพื้นบ้านยุคดิจิทัล” (Digital Folklore)  ที่ทุกคนช่วยกันต่อเติม  แม้ว่า Knudsen จะยังคงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ก็ตาม    

เมื่อตำนานมีชีวิต (The “Slenderverse”)

สเลนเดอร์แมนกลายเป็น “Creepypasta”  (เรื่องสยองขวัญที่ถูกคัดลอกและวางต่อๆ กัน) ผู้คนเริ่มเพิ่มคุณสมบัติต่างๆ ให้เขา: มีหนวด  ทำให้คนความจำเสื่อม  และทำให้เกิด “Slender Sickness” (อาการป่วยสเลนเดอร์)  ซึ่งมีอาการหวาดระแวงและเลือดกำเดาไหล    

ตำนานของเขาขยายใหญ่ขึ้นผ่านสื่อสำคัญสองชิ้น:

  1. Marble Hornets (ซีรีส์ YouTube): ซีรีส์แนว “ฟุตเทจที่ถูกค้นพบ”  ที่เรียกสเลนเดอร์แมนว่า “The Operator”  ซีรีส์นี้ได้เพิ่มเอกลักษณ์ให้เขา เช่น การทำให้เกิดสัญญาณรบกวนในกล้อง  และสัญลักษณ์วงกลมกากบาท (⊗)    
  2. Slender: The Eight Pages (เกม): เกมอินดี้ปี 2012  ที่ทำให้เขากลายเป็นไวรัลไปทั่วโลก กติกาง่ายๆ คือ คุณต้อง “รวบรวม 8 หน้ากระดาษ”  ในป่ามืด  โดยมีสเลนเดอร์แมนไล่ล่าคุณ  ยิ่งคุณเก็บกระดาษได้มาก เขาก็ยิ่งไล่ตามคุณเร็วขึ้น    

สเลนเดอร์แมนจึงเปรียบเหมือน “ตำนานพื้นบ้าน” (Folklore)  ที่ถูกเร่งความเร็วด้วยอินเทอร์เน็ต    

ทำไมเราถึงกลัวเขา? (จิตวิทยาความกลัว)

  1. หุบเขาไร้ลักษณ์ (Uncanny Valley): ทฤษฎีนี้บอกว่าเราจะกลัวสิ่งที่ “เกือบจะเหมือนมนุษย์ แต่ก็ยังไม่ใช่”  สเลนเดอร์แมนมีรูปร่างคล้ายคน  สวมสูท  แต่เขาสูงเกินไป, ผอมเกินไป  และที่สำคัญคือ “ไม่มีหน้า”  การไม่มีใบหน้าทำให้เขาน่าขนลุก    
  2. กระดานเปล่า (Blank Slate): การที่เขาไร้หน้า  และไร้แรงจูงใจที่ชัดเจน  ทำให้เขาเป็นเหมือน “กระดานเปล่า” ให้เราฉายความกลัวที่ลึกที่สุดของเราลงไป  เขาอาจเป็น “คนแปลกหน้า”  หรือ “ผู้มีอำนาจ” ลึกลับ    
  3. ภูตผีแห่งยุคดิจิทัล: เขาคือตัวแทน “ความวิตกกังวล” ของยุคเรา  ทั้งความกลัวการถูกเฝ้าติดตามตลอดเวลาในโลกออนไลน์  และความกลัวต่อองค์กรลึกลับที่ไร้หน้า (เหมือนชุดสูทที่เขาสวม)    

และ “กระดานเปล่า” นี้เองที่อันตรายที่สุด เพราะมันเปิดช่องให้เกิดการตีความที่ผิดพลาดจนนำไปสู่โศกนาฏกรรม

เมื่อตำนานกลายเป็นเรื่องจริง (คดีที่ Waukesha)

ในปี 2014  Anissa Weier และ Morgan Geyser เด็กหญิงวัย 12 ปี  ได้ล่อ Payton Leutner เพื่อนสนิทของพวกเธอเข้าไปในป่า  Morgan ได้ใช้มีดแทง Payton 19 ครั้ง ขณะที่ Anissa ยืนดู  ทั้งสองเชื่อว่าพวกเธอต้องฆ่าเพื่อนเพื่อ “เอาใจ” สเลนเดอร์แมน  และเพื่อปกป้องครอบครัวของพวกเธอจากเขา    

พวกเธอเชื่อว่าการทำเช่นนี้จะทำให้ได้เป็น “ผู้รับใช้” (Proxy)  และกำลังพยายามเดินไปหา “คฤหาสน์สเลนเดอร์” ที่พวกเธอจินตนาการว่าอยู่ในป่า    

Payton รอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์    

ในการพิจารณาคดี พบว่า Morgan Geyser ป่วยด้วยโรคจิตเภท  สเลนเดอร์แมนไม่ได้ สร้าง อาการป่วยของเธอ แต่ตำนานของเขาได้ มอบโครงเรื่อง (Narrative) ให้กับอาการประสาทหลอนของเธอ  นี่คือภาวะ “ภาวะหลงผิดร่วมกัน” (Shared Delusion)  ที่น่าเศร้า   

Anissa (ถูกตัดสินให้บำบัด 25 ปี)  และ Morgan (40 ปี)  ได้รับการปล่อยตัวแบบมีเงื่อนไขในเวลาต่อมา  ส่วน Payton ผู้รอดชีวิต เผยว่าเหตุการณ์นี้เป็นแรงบันดาลใจให้เธออยากทำงานด้านการแพทย์    

มรดกของเงา (บทสรุป)

คดีที่ Waukesha ทำให้เกิด “ภาวะตื่นตระหนก”  เกี่ยวกับอันตรายของอินเทอร์เน็ต  และมันได้ “แปดเปื้อน” ตำนานสเลนเดอร์แมนไปตลอดกาล    

สารคดี Beware the Slenderman (2016)  ได้วิเคราะห์คดีนี้อย่างละเอียด ส่วนภาพยนตร์ Slender Man (2018)  ก็ล้มเหลวอย่างหนัก เพราะสตูดิโอต้องตัดต่อใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงการเชื่อมโยงกับคดีจริง    

สเลนเดอร์แมนคือบทเรียนสำคัญแห่งยุคดิจิทัล  เขาแสดงให้เห็นพลังของ “ตำนานที่ร่วมกันสร้าง”  และตอกย้ำถึงความสำคัญของการตระหนักรู้เรื่องสุขภาพจิตในวัยรุ่น  เขาคือ “กระดานเปล่า”  ที่สะท้อนความกลัวของเรา และในโศกนาฏกรรมครั้งนี้ มันได้สะท้อนความหลงผิดที่อันตรายที่สุด   

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

Popular Articles