Top 5 This Week

Related Posts

เจาะลึกตำนาน “บลัดดี้ แมรี่”: เมื่อกระจกเงาสะท้อนความกลัวจากอดีตสู่ปัจจุบัน

ในความมืดสลัวของห้องน้ำ แสงเทียนริบหรี่สะท้อนเงาไหววูบ เด็กสาวกลุ่มหนึ่งจับจ้องไปที่กระจกเงา พลางกลั้นหายใจและเอ่ยถ้อยคำต้องห้ามซ้ำๆ… “Bloody Mary, Bloody Mary, Bloody Mary…”

นี่คือฉากคุ้นตาของ “พิธีกรรมวัดใจ” ที่สืบทอดกันมาในหมู่เยาวชนตะวันตกและแพร่หลายไปทั่วโลก สิ่งที่ดูเหมือนการละเล่นไร้สาระในงานปาร์ตี้ชุดนอน แท้จริงแล้วคือมรดกทางวัฒนธรรมที่ซับซ้อน ซึ่งผูกโยงประวัติศาสตร์เลือดเข้ากับจิตวิทยาลึกซึ้ง และวิทยาศาสตร์การทำงานของสมอง บทความนี้จะพาคุณไปถอดรหัสว่า ทำไมตำนานผีในกระจกจึงไม่เคยตายไปจากความทรงจำของเรา

กระจกเงา: ประตูสู่ความสยองขวัญ

ทำไมต้องเป็นกระจก? และทำไมต้องเป็นห้องน้ำ? ในมุมมองทางมานุษยวิทยา กระจกไม่ได้เป็นเพียงวัตถุสะท้อนแสง แต่เป็น “พื้นที่รอยต่อ” (Liminal Space) ระหว่างโลกความจริงกับโลกวิญญาณ  ส่วนห้องน้ำนั้นคือสถานที่แห่งความเปราะบาง ที่ซึ่งเราจัดการธุระส่วนตัวและสำรวจร่างกายตนเอง การผสมผสานของสองสิ่งนี้ในความมืดจึงสร้างเวทีที่สมบูรณ์แบบสำหรับความกลัว   

พิธีกรรมนี้จัดอยู่ในประเภท “การแสดงออกทางตำนาน” (Ostension) หรือการนำตำนานมาเล่นจริง โดยมีหัวใจสำคัญคือการท่องคาถาซ้ำๆ เพื่อสะกดจิตตัวเอง  ไม่ว่าจะเป็นการเรียกชื่อ 3 ครั้ง หรือ 13 ครั้ง เป้าหมายคือการท้าทายให้ปีศาจปรากฏตัว ซึ่งอาจมาในรูปของแม่มด ศพโชกเลือด หรือแม้แต่การถูกขีดข่วนหน้า    

วิทยาศาสตร์อธิบาย: เมื่อสมองหลอกตา

สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดของตำนานนี้คือ “มันได้ผลจริง” ในแง่ประสาทสัมผัส หากคุณจ้องกระจกในที่แสงน้อยนานพอ คุณ จะ เห็นภาพหลอน ปรากฏการณ์นี้อธิบายได้ด้วยหลักการวิทยาศาสตร์ 2 ประการ:

  1. ปรากฏการณ์ทรอกซ์เลอร์ (Troxler Effect): ค้นพบตั้งแต่ปี 1804 เมื่อเราจ้องจุดเดิมนานๆ เซลล์ประสาทตาจะเกิดความล้า ทำให้ภาพรอบข้างค่อยๆ เลือนหายไปในความมืด    
  2. ปรากฏการณ์คาปูโต (Caputo Effect): ดร.จิโอวานนี คาปูโต พบว่าเมื่อข้อมูลภาพใบหน้าไม่ชัดเจน สมองจะพยายาม “เติมเต็ม” ส่วนที่ขาดหายไป ผลลัพธ์คือ 66% ของผู้ทดลองเห็นใบหน้าตัวเองบิดเบี้ยว และ 48% เห็นเป็นสัตว์ประหลาดหรืออสุรกาย    

ดังนั้น ปีศาจที่คุณเห็นในกระจก แท้จริงแล้วอาจเป็นเพียงความสับสนของสมองคุณเองที่พยายามตีความความว่างเปล่า

จากประวัติศาสตร์สู่ตำนาน: ใครคือ “แมรี่” ตัวจริง?

แม้จะเป็นเรื่องเล่า แต่ตำนานได้ยืมตัวตนของบุคคลจริงในประวัติศาสตร์มาสวมรอย สร้างความน่าเชื่อถือที่ชวนขนลุก ตัวเก็งสำคัญมีอยู่ 3 ราย:

  • ราชินีแมรี่ที่ 1 แห่งอังกฤษ (Bloody Mary Tudor): ผู้ได้รับฉายา “ราชินีเปื้อนเลือด” จากการสั่งเผาทั้งเป็นชาวโปรเตสแตนต์กว่า 300 คน  สิ่งที่เชื่อมโยงพระองค์กับตำนานมากที่สุดคือ “โศกนาฏกรรมของการอยากมีลูก” พระองค์ป่วยด้วยภาวะครรภ์หลอกถึงสองครั้ง ทำให้ตำนานมักเล่าว่าวิญญาณของแมรี่ออกมาตามหาลูกที่หายไป หรือโกรธแค้นเมื่อถูกล้อว่า “ฉันฆ่าลูกของแก”    
  • เอลิซาเบธ บาโธรี่ (Elizabeth Báthory): เคาน์เตสชาวฮังการีที่ถูกกล่าวหาว่าสังหารหญิงสาวจำนวนมหาศาลเพื่ออาบเลือดคงความสาว ความหลงใหลในความงามนี้สอดคล้องกับความกลัวที่จะถูก “ทำลายโฉมหน้า” ในพิธีกรรมหน้ากระจก    
  • แมรี่ เวิร์ธ (Mary Worth): ตำนานท้องถิ่นของสหรัฐฯ ในรัฐอิลลินอยส์และวิสคอนซิน เล่าถึงแม่มดที่ลักพาตัวทาสหนีหนี หรือแม่มดขวานซิ่งที่ถูกเผาทั้งเป็น  หลุมศพของเธอในตำนานมักเป็นจุดกำเนิดความเฮี้ยนที่ส่งต่อกันปากต่อปาก   

วิวัฒนาการ: จากการขอคู่สู่ความสยอง

เชื่อหรือไม่ว่า ต้นกำเนิดของบลัดดี้ แมรี่ ไม่ใช่เรื่องสยองขวัญ แต่เป็น “พิธีขอเนื้อคู่” ในยุควิกตอเรียน หญิงสาวจะถือเทียนส่องกระจกเพื่อหวังเห็นหน้าสามีในอนาคต  แต่หากพวกเธอเห็น “หัวกะโหลก” นั่นหมายถึงความตายก่อนวิวาห์ เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ความกลัวเรื่องขึ้นคานลดลง แต่ความกลัวตายและความสยดสยองยังคงอยู่ ใบหน้าว่าที่สามีจึงถูกแทนที่ด้วยใบหน้าผีสาวอาบเลือดแทน    

นอกจากนี้ ตำนานยังแตกแขนงไปสู่เรื่องราวอย่าง “เบบี้ บลู” (Baby Blue) ซึ่งเน้นความรู้สึกสัมผัสถึงน้ำหนักทารกในวงแขน สะท้อนความกังวลเรื่องการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น  หรือในญี่ปุ่นก็มี “ฮานาโกะซัง” ผีเด็กหญิงในห้องน้ำโรงเรียนที่เป็นตำนานคู่ขนาน    

บทสรุป

บลัดดี้ แมรี่ ไม่ใช่แค่เรื่องผี แต่เป็น “บททดสอบการเติบโต” (Rite of Passage) ที่เด็กๆ ใช้เพื่อเผชิญหน้ากับความกลัว ความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย และเงามืดในจิตใจตัวเอง  ตราบใดที่เรายังคงสงสัยในสิ่งที่มองไม่เห็นในความมืด ตำนานนี้ก็จะยังคงถูกกระซิบเรียกหน้ากระจกต่อไป… ว่าแต่คืนนี้ คุณกล้าลองไหม?

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

Popular Articles