Top 5 This Week

Related Posts

ย้อนรอยคดีเหนือเมฆสู่ความมืด: D.B. Cooper กับอาชญากรรมที่ไร้ร่องรอย

ขี้เกียจอ่านใช่ไหม ฟังสรุปได้เลยครับ

บทนำ: ตำนานของ “แดน คูเปอร์”

ในหน้าประวัติศาสตร์อาชญากรรมของสหรัฐอเมริกา มีเพียงคดีเดียวที่ยังคงยืนหยัดท้าทายการสืบสวนสมัยใหม่ในฐานะอาชญากรรมทางการบิน (Air Piracy) เพียงคดีเดียวที่ยังไม่สามารถคลี่คลายได้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 1971 หนึ่งวันก่อนวันขอบคุณพระเจ้า ในยุคที่การเดินทางทางอากาศยังคงมีความหรูหราและความไว้วางใจซึ่งกันและกันสูง ชายคนหนึ่งได้ก่อเหตุจี้เครื่องบินและหายตัวไปอย่างลึกลับ พร้อมกับเงินค่าไถ่ 200,000 ดอลลาร์ โดยทิ้งไว้เพียงปริศนาที่ดำเนินมานานกว่าครึ่งศตวรรษ

การแยกแยะระหว่างตำนานกับข้อเท็จจริง: “D.B. Cooper” ปะทะ “Dan Cooper”

สิ่งสำคัญอันดับแรกในการวิเคราะห์คดีนี้คือการแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากการรายงานข่าวที่ผิดพลาด ชายผู้ก่อเหตุได้ใช้เงินสดซื้อตั๋วเครื่องบินเที่ยวเดียวภายใต้นามแฝงว่า “แดน คูเปอร์” (Dan Cooper) อย่างไรก็ตาม ในความโกลาหลของการรายงานข่าวด่วน นักข่าวคนหนึ่งได้รายงานชื่อผิดพลาดเป็น “D.B. Cooper” ความผิดพลาดนี้กลับกลายเป็นชื่อที่สาธารณชนจดจำและกลายเป็นส่วนหนึ่งของตำนานไปโดยปริยาย

ความผิดพลาดในการเรียกชื่อนี้ไม่ใช่เพียงรายละเอียดเล็กน้อย แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่แสดงให้เห็นว่าเรื่องเล่าของสื่อ (Media Persona) มีอิทธิพลเหนือกว่าข้อเท็จจริงในการสืบสวน (Investigative Fact) อย่างไร ตั้งแต่แรกเริ่ม คดีนี้จึงเป็นเรื่องของ “ตำนาน” มากพอๆ กับเรื่องของ “อาชญากรรม”

ภาพลักษณ์ที่คูเปอร์สร้างขึ้นนั้นขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับอาชญากรรมที่เขาก่อ เขาเป็นชายวัยกลางคน ผิวขาว บุคลิกสุขุมเงียบขรึม แต่งกายเหมือนนักธุรกิจ สวมสูทสีดำ เชิ้ตขาว และเนคไทสีดำ เขาไม่ใช่ภาพของอาชญากรที่รุนแรง แต่เป็น “คนไร้ตัวตน” (nondescript) การพรางตัวนี้ยอดเยี่ยมถึงขนาดที่ว่า เมื่อเขายื่นกระดาษโน้ตให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน เธอกลับเข้าใจผิดว่านั่นเป็น “คำจีบ” หรือเบอร์โทรศัพท์ คูเปอร์ใช้ความคาดหวังทางสังคม (Social Expectation) ของยุคนั้นเป็นอาวุธ ลดการป้องกันของเหยื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนที่จะเปิดเผยเจตนาที่แท้จริงของเขา

40 นาทีในซีแอตเทิล: ลำดับเหตุการณ์การจี้เครื่องบิน

การปล้นครั้งนี้เผยให้เห็นการวางแผนที่เยือกเย็นและมีความรู้เฉพาะทางอย่างน่าทึ่ง

เที่ยวบิน 305: “ผมมีระเบิด”

เหตุการณ์เริ่มต้นบนเที่ยวบิน 305 ของสายการบิน Northwest Orient Airlines ซึ่งเป็นเที่ยวบินระยะสั้นจากพอร์ตแลนด์ รัฐออริกอน ไปยังซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน เวลาประมาณ 14:50 น. หลังจากเครื่องขึ้นบินได้ไม่นาน คูเปอร์ซึ่งนั่งอยู่ที่นั่ง 18C ได้ยื่นโน้ตให้พนักงานต้อนรับชื่อ ฟลอเรนซ์ แชฟฟ์เนอร์ 2

เมื่อเธอไม่เปิดอ่าน คูเปอร์โน้มตัวมากระซิบว่า “คุณผู้หญิง คุณควรอ่านโน้ตนั่น ผมมีระเบิด” (“Miss, you’d better look at that note. I have a bomb.”) จากนั้นเขาได้เปิดกระเป๋าเอกสารให้เธอดูสิ่งที่ดูเหมือนแท่งไดนาไมต์สีแดง 8 แท่ง สายไฟ และแบตเตอรี่ขนาดใหญ่

ข้อเรียกร้องและการเจรจา

ข้อเรียกร้องของคูเปอร์มีความเฉพาะเจาะจงสูง:

  1. เงินค่าไถ่ 200,000 ดอลลาร์ (เทียบเท่าประมาณ 1.26 – 1.6 ล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน) โดยต้องเป็นธนบัตรใบละ 20 ดอลลาร์เท่านั้น
  2. ร่มชูชีพจำนวนสี่ตัว

เครื่องบินต้องบินวนอยู่เหนือเมืองซีแอตเทิลนานกว่าสองชั่วโมง ขณะที่เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินเร่งรวบรวมเงินและร่มชูชีพตามคำขอ เมื่อเครื่องลงจอดที่สนามบินซีแอตเทิล-ทาโคมา (Sea-Tac) เวลา 17:39 น. คูเปอร์ได้ทำการแลกเปลี่ยนอย่างใจเย็น เขาปล่อยตัวผู้โดยสารทั้ง 36 คน เพื่อแลกกับเงินและร่มชูชีพ แต่ยังคงจับลูกเรือหลายคนไว้เป็นตัวประกัน

การวิเคราะห์ข้อเรียกร้องนี้เผยให้เห็นความเฉียบแหลมทางจิตวิทยา โดยเฉพาะการเรียกร้อง “ร่มชูชีพสี่ตัว” นี่ไม่ใช่การบ่งชี้ว่ามีผู้สมรู้ร่วมคิด แต่เป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดเพื่อสร้างความคลุมเครือ มันทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเขาอาจบังคับให้ลูกเรือกระโดดไปกับเขาหรือไม่ ส่งผลให้พวกเขาต้องจัดหาร่มชูชีพที่ใช้งานได้จริงทั้งหมด และป้องกันไม่ให้มีการแอบสับเปลี่ยนร่มชูชีพที่ชำรุดมาให้

การบินครั้งที่สอง: สู่ความมืดมิด

หลังจากเติมน้ำมัน คูเปอร์ได้ออกคำสั่งการบินชุดใหม่ที่เผยให้เห็นความรู้ทางเทคนิคขั้นสูง เขาต้องการบินไปยังเม็กซิโกซิตี้ แต่เนื่องจากน้ำมันไม่พอ จึงตกลงแวะพักที่เมืองรีโน รัฐเนวาดา

คำสั่งการบินของเขามีความแม่นยำทางวิศวกรรมการบิน:

  1. รักษาระดับความสูงให้ต่ำกว่า 10,000 ฟุต
  2. รักษาความเร็วให้ต่ำกว่า 200 นอต
  3. กางแฟลบ (Flaps) 15 องศา และกางล้อค้างไว้
  4. เปิดประตูบันไดใต้ท้องเครื่อง (Aft Airstair) ทิ้งไว้

ความรู้นี้ไม่ใช่ความรู้ทั่วไป เครื่องบินโบอิ้ง 727 เป็นเครื่องบินรุ่นเดียวในยุคนั้นที่มีบันไดท้ายเครื่องที่สามารถเปิดได้กลางอากาศ คำสั่งของคูเปอร์ถูกออกแบบมาอย่างสมบูรณ์แบบเพื่อรักษาสภาพห้องโดยสารให้มีความดันใกล้เคียงภายนอก และอยู่ในสภาวะที่ปลอดภัยเพียงพอต่อการกระโดด การกำหนดค่าเหล่านี้ชี้ชัดว่าคูเปอร์มีความคุ้นเคยอย่างลึกซึ้งกับเครื่อง 727 อาจในฐานะนักบิน วิศวกร หรือพนักงานของโบอิ้ง

เวลาประมาณ 20:00 น. ขณะบินอยู่ระหว่างซีแอตเทิลและรีโน ท่ามกลางพายุฝนและความมืดมิด สัญญาณไฟในห้องนักบินแจ้งเตือนว่าบันไดท้ายเครื่องถูกเปิดออก แดน คูเปอร์ ได้กระโดดออกจากเครื่องบินพร้อมเงินค่าไถ่ หายไปในความมืด

เมื่อเครื่องลงจอดที่รีโนเวลา 22:15 น. เจ้าหน้าที่บุกขึ้นเครื่องและพบเพียงร่มชูชีพ 2 ตัวที่ถูกทิ้งไว้, เนคไทแบบหนีบสีดำบนที่นั่ง 18C และเศษก้นบุหรี่

ปฏิบัติการ NORJAK: การสืบสวนที่ยาวนานที่สุดของ FBI

การหายตัวไปของคูเปอร์ได้เริ่มต้นหนึ่งในการสืบสวนที่ยาวนานและละเอียดถี่ถ้วนที่สุดในประวัติศาสตร์ของ FBI ภายใต้ชื่อรหัส “NORJAK” (ย่อมาจาก Northwest Hijacking)

การตามล่าทันที

ความท้าทายในทันทีคือการระบุพื้นที่การกระโดด (Landing Zone) ของคูเปอร์ การค้นหาในระยะแรกได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการที่ FBI ประเมินเส้นทางการบินและจุดที่เขาอาจกระโดดลงผิดพลาด เขาได้กระโดดลงสู่พื้นที่ป่าทึบกว้างใหญ่ ในเวลากลางคืน ท่ามกลางสภาพอากาศเลวร้าย ทำให้การค้นหาแทบจะเป็นไปไม่ได้

โปรไฟล์ของคนร้าย: มืออาชีพหรือมือสมัครเล่น?

หัวใจสำคัญของความลึกลับในคดีนี้อยู่ที่ “ความขัดแย้งทางโปรไฟล์” (The Profile Paradox) ซึ่งเป็นความขัดแย้งระหว่างทักษะที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงของคูเปอร์:

  1. มุมมอง “ผู้เชี่ยวชาญ”: ดังที่กล่าวไปแล้ว คำสั่งการบินของเขา แสดงให้เห็นความรู้ด้านการบินระดับผู้เชี่ยวชาญ
  2. มุมมอง “มือสมัครเล่น” (ตามการวิเคราะห์ของ FBI): ในปี 2007 เจ้าหน้าที่พิเศษ แลร์รี คาร์ (Larry Carr) ซึ่งเป็นหัวหน้าชุดสืบสวนในขณะนั้น ได้สรุปว่าคูเปอร์ ไม่น่าจะรอดชีวิต จากการกระโดด

เหตุผลของ FBI ที่เชื่อว่าเขาเป็นมือสมัครเล่นด้านการกระโดดร่มนั้นมีน้ำหนักมาก:

  • สภาพแวดล้อม: “ไม่มีนักกระโดดร่มที่มีประสบการณ์คนใดจะกระโดดในคืนที่มืดมิดสนิท… ด้วยกระแสลม 200 ไมล์ต่อชั่วโมงปะทะใบหน้า โดยสวมรองเท้าโลฟเฟอร์และเสื้อโค้ทกันฝน” มันเป็นการกระทำที่ “เสี่ยงเกินไปอย่างเห็นได้ชัด”
  • อุปกรณ์: คูเปอร์พลาดข้อเท็จจริงที่สำคัญที่สุดข้อหนึ่ง ร่มชูชีพสำรองที่เขาเลือกมานั้นเป็นร่มสำหรับ “การฝึกซ้อม” ที่ถูกเย็บปิดไว้และไม่สามารถใช้งานได้จริง นี่เป็นสิ่งที่นักกระโดดร่มที่มีทักษะจะตรวจสอบเป็นอันดับแรกเสมอ

ความขัดแย้งนี้ (ความเชี่ยวชาญด้านการบิน ปะทะ ความสมัครเล่นด้านการกระโดดร่ม) คือกุญแจสำคัญในการไขคดี การที่ FBI ยึดติดกับทฤษฎี “มือสมัครเล่นที่เสียชีวิตแล้ว” อาจทำให้พวกเขาละเลยผู้ต้องสงสัยที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในด้านอื่น

การระงับคดี

หลังจากติดตามเบาะแสหลายพันรายการและพิจารณาผู้ต้องสงสัยหลายร้อยคน ในวันที่ 12 กรกฎาคม 2016 FBI ได้ประกาศ “ระงับ” การสืบสวนคดี D.B. Cooper อย่างเป็นทางการ เหตุผลที่ให้ไว้คือความจำเป็นในการ “เปลี่ยนทรัพยากร” การสืบสวนไปยังคดีที่มีลำดับความสำคัญสูงกว่าและเร่งด่วนกว่าในปัจจุบัน

สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่าคดีนี้ไม่ได้ “ปิด” (Closed) แต่ “ระงับ” (Suspended) FBI ระบุว่าจะไม่สืบสวนเบาะแสทั่วไปอีกต่อไป แต่ยังคงเปิดรับหากมีหลักฐานทางกายภาพที่เฉพาะเจาะจงปรากฏขึ้น เช่น เงินค่าไถ่ส่วนที่เหลือ หรือร่มชูชีพของคูเปอร์ นี่คือการยอมรับโดยพฤตินัยว่าวิธีการสืบสวนแบบดั้งเดิมได้มาถึงทางตันแล้ว และคำตอบที่เหลืออยู่ (หากจะมี) จะต้องมาจากนิติวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เท่านั้น

วัตถุพยาน: หลักฐานที่หลงเหลือ

แม้ว่าคูเปอร์จะหายตัวไป แต่เขาทิ้งหลักฐานทางกายภาพไว้สองชิ้นสำคัญ ซึ่งได้กลายเป็นศูนย์กลางของการสืบสวนในยุคต่อมา

เงินที่ Tena Bar

เป็นเวลาเกือบ 9 ปีที่ไม่มีร่องรอยใดๆ ของคูเปอร์หรือเงินของเขา จนกระทั่งเดือนกุมภาพันธ์ 1980 เด็กชายวัย 8 ขวบชื่อ ไบรอัน อินแกรม (Brian Ingram) ได้ขุดพบธนบัตรใบละ 20 ดอลลาร์ที่เน่าเปื่อยจำนวน 3 มัด รวมเป็นเงิน 5,800 ดอลลาร์

  • สถานที่: การค้นพบนี้เกิดขึ้นที่ Tena Bar ชายหาดริมแม่น้ำโคลัมเบีย ทางเหนือของพอร์ตแลนด์ รัฐวอชิงตัน
  • การยืนยัน: FBI ยืนยันผ่านการตรวจสอบหมายเลขธนบัตร (Serial Numbers) ว่านี่คือเงินส่วนหนึ่งจากค่าไถ่ของคูเปอร์

การค้นพบนี้สร้างคำถามมากกว่าคำตอบ Tena Bar อยู่ห่างไกลจากเส้นทางการบินที่กำหนดไว้และพื้นที่ค้นหาเริ่มต้นอย่างมาก การวิเคราะห์ทางธรณีวิทยาและไดอะตอม (Diatom Analysis) ในภายหลัง ได้พยายามไขปริศนานี้ ไดอะตอมคือสาหร่ายเซลล์เดียวที่มีวงจรชีวิตตามฤดูกาล การวิเคราะห์ไดอะตอมที่พบบนธนบัตรสามารถช่วย “จำกัดกรอบเวลาของปี” ที่เงินจมลงไปในน้ำ หากการวิเคราะห์ชี้ว่าเงินจมน้ำในฤดูใบไม้ผลิ (หลายเดือนหลังการปล้น) ก็อาจหมายความว่าคูเปอร์รอดชีวิต และเก็บเงินไว้ที่ไหนสักแห่งก่อนที่มันจะถูกพัดพาไปในแม่น้ำในภายหลัง

เนคไท: กุญแจสู่ตัวตนของคูเปอร์?

หลักฐานที่สำคัญที่สุดอาจเป็นสิ่งที่คูเปอร์จงใจทิ้งไว้: เนคไทแบบหนีบสีดำบนที่นั่ง 18C เป็นเวลาหลายทศวรรษที่เนคไทนี้ถูกเก็บไว้เป็นหลักฐาน จนกระทั่งในปี 2013 นักวิทยาศาสตร์ ทอม เคย์ (Tom Kaye) ได้รับอนุญาตให้ใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนเพื่อวิเคราะห์สิ่งที่ติดอยู่บนเนคไท

ผลการวิเคราะห์น่าทึ่งมาก:

  • พบบนเนคไทคืออนุภาคขนาดเล็กหลายพันชิ้น
  • อนุภาคเหล่านี้รวมถึง สแตนเลสสตีลเกรดสูง (High-grade stainless steel) อะลูมิเนียม และที่สำคัญที่สุดคือ ไทเทเนียม (Titanium)
  • การวิเคราะห์เพิ่มเติมระบุอนุภาคที่หายากมากว่าเป็น “ไทเทเนียมที่เปื้อนด้วยสแตนเลสสตีล” (titanium smeared with stainless steel)

อนุภาคเหล่านี้ไม่ได้มาจากสภาพแวดล้อมทั่วไป แต่เชื่อมโยงอย่างชัดเจนกับอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ (Aerospace Industry) เนคไทได้เปลี่ยนโฉมหน้าของคดีนี้ไปโดยสิ้นเชิง มันเปลี่ยนการสืบสวนจากการค้นหา “บุคคล” (เช่น นักกระโดดร่ม) ไปสู่การค้นหา “สถานที่ทำงาน” (Workplace) ที่เฉพาะเจาะจง

แฟ้มผู้ต้องสงสัย: การวิเคราะห์เชิงวิพากษ์

ตลอด 50 ปี มีผู้ต้องสงสัยหลายร้อยคน แต่มีเพียงไม่กี่คนที่มีชื่อเสียงและถูกพิจารณาอย่างจริงจัง การวิเคราะห์ว่าเหตุใดพวกเขาจึงถูกตัดออก เผยให้เห็นข้อบกพร่องในโปรไฟล์ของ FBI

  1. ริชาร์ด แมคคอย จูเนียร์ (Richard McCoy Jr.): เขาเป็นผู้ต้องสงสัยที่ชัดเจนที่สุดในยุคแรก ก่อเหตุปล้นเครื่องบินแบบ “ลอกเลียนแบบ” (Copycat) เพียง 6 เดือนหลังคูเปอร์ โดยใช้วิธีการที่คล้ายกันมาก (กระโดดร่มพร้อมเงินค่าไถ่) เขาถูกจับกุม แต่ต่อมาแหกคุกและเสียชีวิตในการยิงต่อสู้กับ FBI
    • เหตุผลที่ถูกปฏิเสธ: FBI ปฏิเสธเขาอย่างหนักแน่นเนื่องจากเขาไม่ตรงกับคำอธิบายลักษณะทางกายภาพ (คูเปอร์อายุ 40 กลางๆ แต่แมคคอยยังเด็กกว่ามาก ) และ FBI ระบุว่าเขามีหลักฐานที่อยู่ในยูทาห์ในวันรุ่งขึ้นหลังการปล้น
  2. โรเบิร์ต แร็คสตรอว์ (Robert Rackstraw): อดีตทหารพลร่มกองทัพบกที่มีทักษะทางทหารสูง เขาถูกผลักดันอย่างหนักโดยนักสืบอิสระ ทอม โคลเบิร์ต (Tom Colbert) ซึ่งอ้างว่าแร็คสตรอว์ส่งจดหมายเข้ารหัสยอมรับว่าเป็นคูเปอร์ และอ้างว่า FBI ปกปิดเรื่องนี้เพราะแร็คสตรอว์ทำงานให้ CIA
    • เหตุผลที่ถูกปฏิเสธ: FBI สอบสวนและตัดแร็คสตรอว์ออกไปตั้งแต่ปี 1979 เหตุผลหลักคืออายุ เขาอายุเพียง 28 ปีในปี 1971 ซึ่งขัดแย้งอย่างชัดเจนกับคำให้การของพยานที่ว่าคูเปอร์อายุ 40 กลางๆ คดีของแร็คสตรอว์แสดงให้เห็นถึงปรากฏการณ์ “Cooperites” (นักสืบอิสระ) ที่ทฤษฎีสมคบคิดถูกนำมาใช้อธิบายการขาดหลักฐาน
  3. เชอริแดน ปีเตอร์สัน (Sheridan Peterson): เขาเป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัยที่น่าสนใจที่สุดในทางทฤษฎี มีลักษณะคล้ายภาพสเก็ตช์ ทำงานเป็นบรรณาธิการด้านเทคนิคที่โบอิ้ง (Boeing) ในซีแอตเทิล (สอดคล้องกับความรู้เรื่องเครื่อง 727) และเป็นนักกระโดดร่ม (Smokejumper) ที่มีประสบการณ์สูง
    • เหตุผลที่ถูกปฏิเสธ: เขาเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของทฤษฎีที่ยอดเยี่ยมที่ถูกหักล้างด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ FBI สามารถตัดเขาออกจากการเป็นผู้ต้องสงสัยได้อย่างชัดเจนผ่านการวิเคราะห์ DNA และลายนิ้วมือ
  4. เคนเน็ธ คริสเตนเซ่น (Kenneth Christiansen): ถูกสงสัยโดยพี่ชายของเขาเอง เขาเป็นอดีตทหารพลร่ม และที่สำคัญ เขาทำงานให้กับสายการบิน Northwest Airlines (สายการบินที่ถูกปล้น)
    • เหตุผลที่ถูกปฏิเสธ: FBI ปฏิเสธเขาด้วยเหตุผลสองประการ: เขาไม่ตรงกับคำอธิบายทางกายภาพ และที่สำคัญกว่านั้น เขาเป็น “นักกระโดดร่มที่มีทักษะ” ซึ่งขัดแย้งโดยตรงกับข้อสรุปของ FBI ที่ว่าคูเปอร์เป็นมือสมัครเล่นด้านการกระโดดร่ม (ที่พลาดเรื่องร่มสำรอง)

ตารางเปรียบเทียบผู้ต้องสงสัยหลักในคดี D.B. Cooper

ชื่อผู้ต้องสงสัยความสอดคล้องทางกายภาพ (อายุ/ลักษณะ)ทักษะที่เกี่ยวข้อง (การบิน/การกระโดดร่ม)การเชื่อมโยงกับหลักฐาน (เนคไท/เงิน)สถานะ (เหตุผลที่ FBI ปฏิเสธ)
Richard McCoy Jr.ไม่ตรง (อายุน้อยเกินไป) ทหารพลร่ม (มีทักษะ)ไม่มีไม่ตรงกับลักษณะทางกายภาพ, มีหลักฐานที่อยู่
Robert Rackstrawไม่ตรง (อายุ 28 ปี) ทหารพลร่ม (มีทักษะสูง)ไม่มีไม่ตรงกับอายุ (พยานระบุวัย 40 กลางๆ)
Sheridan Petersonตรง (คล้ายภาพสเก็ตช์) พนักงานโบอิ้ง (รู้เรื่องเครื่องบิน) + นักกระโดดร่ม (มีทักษะสูง) ไม่มีถูกตัดออกโดย DNA และลายนิ้วมือ
Kenneth Christiansenไม่ตรง พนักงานสายการบิน (Northwest) + ทหารพลร่ม (มีทักษะสูง) 1ไม่มีไม่ตรงกับลักษณะทางกายภาพ, มีทักษะการกระโดดร่มสูงเกินไป (ขัดกับโปรไฟล์ FBI)
Vince Petersen (ทฤษฎีใหม่)ไม่ทราบแน่ชัด (เสียชีวิตแล้ว)วิศวกรโลหะการ (ความรู้ด้านการบินทางอ้อม) สูงมาก (อนุภาคไทเทเนียม/สแตนเลส จาก Crucible Steel) 5อยู่ระหว่างการตรวจสอบโดยนักวิจัยอิสระ (FBI ไม่เคยพิจารณา)

ทฤษฎีใหม่: การไล่ล่าทางนิติวิทยาศาสตร์

การปฏิเสธผู้ต้องสงสัย “คลาสสิก” ทั้งหมด ทำให้การสืบสวนเปลี่ยนทิศทางไปสู่หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์บนเนคไท ซึ่งนำไปสู่ทฤษฎีที่แข็งแกร่งที่สุดในปัจจุบัน

การเชื่อมโยงอนุภาค: จากเนคไทสู่โรงงาน

นักวิจัยอิสระ เอริก ยูลิส (Eric Ulis) ได้ต่อยอดจากการวิเคราะห์ของ ทอม เคย์ ยูลิสไม่เพียงแค่ระบุว่าอนุภาคมาจากอุตสาหกรรมการบิน แต่ยังระบุถึงกระบวนการผลิตที่เฉพาะเจาะจง:

  • เขาเชื่อว่าอนุภาค “ไทเทเนียมที่เปื้อนด้วยสแตนเลสสตีล” มาจากกระบวนการ “รีดเย็น” (Cold Rolling) ซึ่งเป็นกระบวนการผลิตโลหะขั้นสูงที่ไม่แพร่หลายในยุค 1960s
  • ยูลิสได้ติดตามอนุภาคโลหะผสมไทเทเนียมที่หายากนี้ไปยังบริษัทเดียวในสหรัฐฯ ที่ผลิตมันในยุคนั้น: Crucible Steel ในเมืองพิตต์สเบิร์ก รัฐเพนซิลเวเนีย
  • Crucible Steel ไม่ใช่แค่โรงงานทั่วไป แต่เป็นผู้รับเหมาช่วงรายใหญ่ (Significant Subcontractor) ที่จัดส่งไทเทเนียมและสแตนเลสสตีลส่วนใหญ่ให้กับบริษัทโบอิ้ง (Boeing)

ผู้ต้องสงสัยคนใหม่: วินซ์ ปีเตอร์เซ่น (Vince Petersen)

ทฤษฎีนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากผู้ต้องสงสัย แต่เริ่มต้นจากหลักฐานที่นำไปสู่สถานที่ทำงาน จากนั้น ยูลิส จึงค้นหาบุคคลที่ทำงานในสถานที่นั้น ซึ่งตรงกับโปรไฟล์

  • เขาได้ระบุตัว วินซ์ ปีเตอร์เซ่น (Vince Petersen) ซึ่งเป็นวิศวกรและนักวิจัย ที่ทำงานในห้องปฏิบัติการวิจัยไทเทเนียมของ Crucible Steel
  • ปีเตอร์เซ่น เป็นหนึ่งในวิศวกรเพียงไม่กี่คน (ประมาณ 8 คน) ที่ทำงานกับโลหะเหล่านี้โดยตรง และที่สำคัญคือ สวมเนคไทไปทำงานเป็นประจำ
  • การค้นพบที่สนับสนุนทฤษฎีนี้คือ พบร่องรอยของ “เกลือเชิงพาณิชย์” (Commercial Type of Salt) บนเนคไทด้วย ยูลิสค้นพบว่า วินซ์ ปีเตอร์เซ่น มีความเชี่ยวชาญและถึงกับเคยเขียนบทความวิชาการเกี่ยวกับ “ผลกระทบของเกลือต่อไทเทเนียม”

วินซ์ ปีเตอร์เซ่น เสียชีวิตในปี 2002 ปัจจุบัน ยูลิสกำลังพยายามผลักดันให้มีการตรวจสอบ DNA จากกลไกโลหะขนาดเล็กในปมเนคไท ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นแหล่ง DNA ที่ดีที่สุดที่ FBI อาจมองข้ามไป

ทฤษฎีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันเป็นทฤษฎีเดียวที่สามารถไข “ความขัดแย้งทางโปรไฟล์” (Profile Paradox) ที่กล่าวถึงในตอนต้นได้:

  • ในฐานะวิศวกรโลหะการที่จัดหาส่วนประกอบให้โบอิ้ง ปีเตอร์เซ่นจะมีความรู้ด้านวิศวกรรมการบินอย่างลึกซึ้ง (รู้ว่า 727 ทำงานอย่างไร)
  • แต่ในฐานะวิศวกร เขา ไม่น่าจะ เป็นนักกระโดดร่มผู้เชี่ยวชาญ
  • เขาจึงสอดคล้องกับโปรไฟล์ของชายที่ฉลาดพอที่จะวางแผนการปล้นทางเทคนิค แต่ก็สมัครเล่นพอที่จะเลือกร่มชูชีพสำรองที่ใช้การไม่ได้

มรดกของ D.B. Cooper: จากอาชญากรสู่วีรบุรุษพื้นบ้าน

ไม่ว่าคูเปอร์จะรอดชีวิตหรือไม่ การกระทำของเขาได้ทิ้งมรดกที่เปลี่ยนแปลงโลกไว้สองประการ: การเปลี่ยนแปลงความปลอดภัยการบิน และการสร้างตำนานสมัยใหม่

ผลกระทบต่อความปลอดภัยการบิน

การจี้เครื่องบินของคูเปอร์ และเหตุการณ์ลอกเลียนแบบ (Copycats) อีกหลายครั้งในปีถัดมาได้ยุติ “ยุคทองของการปล้นเครื่องบิน” (The Golden Age of Air Piracy) ลงอย่างถาวร เหตุการณ์นี้บังคับให้สายการบินและสนามบินต้องทำการอัปเกรดมาตรการรักษาความปลอดภัยครั้งใหญ่ทันที:

  1. การติดตั้งเครื่องตรวจจับโลหะ (Metal Detectors) ที่สนามบิน
  2. การตรวจสอบสัมภาระกลายเป็นข้อบังคับ (Mandatory Baggage Inspection)
  3. การคัดกรองผู้โดยสารที่ชำระค่าตั๋วด้วยเงินสดในวันเดินทางอย่างเข้มงวด

มรดกที่จับต้องได้ที่สุดคือ “Cooper Vane” (สลักคูเปอร์) นี่คืออุปกรณ์ทางวิศวกรรมที่ถูกออกแบบและติดตั้งเพิ่มเติมบนเครื่องบินโบอิ้ง 727 ทุกลำ เพื่อป้องกันไม่ให้บันไดท้ายเครื่องถูกเปิดออกขณะที่เครื่องบินกำลังบินอยู่ คูเปอร์เป็นอาชญากรเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่บังคับให้มีการเปลี่ยนแปลงการออกแบบทางวิศวกรรมของเครื่องบินพาณิชย์ทั่วโลก

สถานะในวัฒนธรรมสมัยนิยม

คูเปอร์กลายเป็น “วีรบุรุษพื้นบ้าน” (Folk Hero) ในทันที เหตุผลหลักคืออาชญากรรมของเขา “ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ” เขาถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของการ “เอาชนะระบบ” (Sticking it to the man) ในยุคแห่งการต่อต้านสถาบัน (Anti-establishment) และเหนือสิ่งอื่นใด เขาทำ “อาชญากรรมที่สมบูรณ์แบบ” (Perfect Crime) และหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

การที่คดีนี้ยังไม่คลี่คลายทำให้คูเปอร์กลายเป็น “ผืนผ้าใบว่างเปล่า” (Blank Slate) ที่วัฒนธรรมสมัยนิยมสามารถฉายภาพจินตนาการใดๆ ลงไปก็ได้

  • ในซีรีส์ Loki (Marvel): เปิดเผยว่า D.B. Cooper คือโลกิที่แพ้พนันกับธอร์
  • ในซีรีส์ Prison Break: ตัวละคร ชาร์ลส์ เวสต์มอร์แลนด์ สารภาพว่าตนเองคือ D.B. Cooper
  • ในซีรีส์ Twin Peaks: ชื่อของตัวเอก Agent Dale Cooper เป็นการอ้างอิงโดยตรงถึง D.B. Cooper
  • ในซีรีส์ Mad Men: ทฤษฎีแฟนคลับที่โด่งดัง (แม้จะถูกหักล้าง) คือ ดอน เดรเปอร์ ตัวเอกของเรื่อง จะจบซีรีส์ด้วยการกลายเป็น D.B. Cooper

หากคูเปอร์ถูกจับกุมในสัปดาห์ต่อมา เขาจะเป็นเพียงอาชญากรที่ถูกลืมเลือน แต่การหายตัวไปอย่างสมบูรณ์คือสิ่งที่ทำให้เขาเป็นอมตะ

บทสรุป: ปริศนาที่ยังคงอยู่

คำถามที่ว่า “D.B. Cooper รอดชีวิตหรือไม่?” ยังคงเป็นศูนย์กลางของคดี หลักฐานของ FBI (สภาพอากาศเลวร้าย, ร่มชูชีพที่ใช้การไม่ได้) ชี้ชัดว่าเขาเสียชีวิต แต่ความแม่นยำในการวางแผนและความรู้ด้านการบินของเขา กลับบ่งชี้ว่าเขามีความสามารถที่จะวางแผนเพื่อความอยู่รอด การค้นพบเงินที่ Tena Bar ก็ไม่ได้ช่วยยืนยันการรอดชีวิตหรือการเสียชีวิตแต่อย่างใด

สถานะปัจจุบันของคดี D.B. Cooper ได้เปลี่ยนผ่านจาก “คดีที่ยังไม่คลี่คลาย” (Unsolved Case) ไปสู่ “ปัญหาทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ยังไม่คลี่คลาย” (Unsolved Forensic Problem) โอกาสในการพบร่องรอยของเขาในป่าแทบจะเป็นศูนย์ คำตอบที่เหลืออยู่ หากจะมี ถูกเก็บรักษาไว้ในระดับจุลภาคบนเนคไทที่ FBI ครอบครอง

การเปรียบเทียบ DNA หรือการวิเคราะห์อนุภาคขั้นสูงจากเนคไท กับครอบครัวของผู้ต้องสงสัยทางนิติวิทยาศาสตร์ (เช่น วินซ์ ปีเตอร์เซ่น) ยังคงเป็นหนทางเดียวที่เป็นไปได้ในการไขปริศนาสุดท้ายนี้

คดี D.B. Cooper ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวอาชญากรรม แต่เป็น “ตำนานสมัยใหม่” (Modern Myth) มันรวบรวมจินตนาการถึงการหลบหนี, การเอาชนะระบบที่ไม่เปิดเผยตัวตน, และความเป็นไปได้ที่คนธรรมดาคนหนึ่งจะทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้และหนีไปได้อย่างลอยนวล ท่ามกลางโลกที่ทุกสิ่งถูกติดตามและบันทึกไว้

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

Popular Articles